ประกาศ “การยุบสำนักงานและธุรกิจของยาไท่ฯ ในชเวโก๊กโก่อย่างถาวร” ปรากฏขึ้นกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เอกสารดังกล่าวกลับมีความผิดปกติมากมาย ทั้งในด้านภาษาและรูปแบบการสื่อสาร รวมถึงแนวทางการดำเนินงานของบริษัทฯ ที่ไม่แสดงท่าทีเหมือนผู้ที่กำลังจะถอนการลงทุนจริง ๆ

ยาไท่ อินเตอร์เนชันแนล โฮลดิ้ง กรุ๊ป (Yatai International Holding Group – Yatai IHG) คือผู้ได้รับสัมปทานลงทุนสร้างเมืองใหม่ชเวโก๊กโก่ เมืองที่ตั้งอยู่ติดชายแดนไทย-เมียนมา บริเวณรอยต่อระหว่าง อ.แม่สอด และ อ.แม่ระมาด จ.ตาก อย่างไรก็ตาม ภายหลังพบว่า เมืองแห่งนี้ได้กลายเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายสแกมเมอร์และการพนันออนไลน์ที่ดำเนินการล่อลวงผู้คนจากทั่วโลก ตามรายงานล่าสุดของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC)

เมืองชเวโก๊กโก่ตั้งอยู่ในพื้นที่รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา และอยู่ภายใต้การปกป้องของกองกำลังกะเหรี่ยงแห่งชาติ (Karen National Army – KNA) ซึ่งเดิมเคยเป็นกองกำลังพิทักษ์ชายแดนกะเหรี่ยง หรือ กะเหรี่ยงบีจีเอฟ (Karen Border Guard Force – Karen BGF)

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุสู้รบในเมืองเมียวดี โดยกองกำลังฝ่ายต่อต้านนำโดยสหภาพกะเหรี่ยงแห่งชาติ (Karen National Union – KNU) ซึ่งสามารถสร้างความเสียหายแก่กองทัพเมียนมาได้อย่างหนัก อย่างไรก็ตาม ในที่สุด KNU ก็ไม่สามารถยึดครองเมืองเมียวดีได้ เนื่องจาก พ.อ.ชิต ตุ ผู้นำกองกำลัง KNA ซึ่งแปรพักตร์จากกองทัพเมียนมา ได้มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้กองทัพเมียนมากลับมาควบคุมพื้นที่ได้อีกครั้ง ส่งผลให้กองกำลังฝ่ายต่อต้านต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์การรบไปยังจุดอื่น

ในช่วงเวลาดังกล่าว หลายฝ่ายมองว่าผู้นำ KNA ใช้ทุกกลยุทธ์เพื่อปกป้องอาณาจักรสแกมเมอร์ของยาไท่ฯ เนื่องจากตนเองเป็นหุ้นส่วนในธุรกิจนี้ อีกทั้งยังให้การคุ้มครองคาสิโนและศูนย์ความบันเทิงในเมียวดี อย่างไรก็ตาม ท่าทีดังกล่าวกลับขัดแย้งกับประกาศเตือนที่ถูกติดไว้ทั่วเมืองเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่า “ผู้อาศัยในเมืองเมียวดีที่ดำเนินกิจกรรมสแกมเมอร์ออนไลน์ ต้องเดินทางออกจากเมืองระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม – 31 ตุลาคม 2024 มิฉะนั้นจะถูกดำเนินการขั้นเด็ดขาด”

ขณะที่เหลือเวลาอีกกว่าหนึ่งเดือนก่อนถึงกำหนดที่สแกมเมอร์ต้องออกจากเมือง ก็ได้มีประกาศจากบริษัทยาไท่ฯ ระบุว่าจะยุบสำนักงานและปิดตัวลงถาวร ซึ่งสร้างความสับสนให้กับชาวเมืองชเวโก๊กโก่ที่ใช้ภาษาพม่าและจีน โดยจากการติดตามของบีบีซีไทยผ่านช่องทางออนไลน์ พบว่าประกาศดังกล่าวสร้างความแตกตื่นไม่น้อย

ล่าสุด บีบีซีไทยได้สัมภาษณ์นายเจสัน ทาวเวอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายเมียนมาจากสถาบันสันติภาพแห่งสหรัฐอเมริกา (United States Institute of Peace – USIP) และ Justice for Myanmar องค์กรภาคประชาสังคมที่ติดตามการทุจริตในเมียนมาตั้งแต่การรัฐประหารปี 2021 เพื่อวิเคราะห์ถึงความไม่สมเหตุสมผลของประกาศดังกล่าว และเหตุผลที่ยาไท่ฯ ไม่น่าจะถอนตัวจากชเวโก๊กโก่ในเร็ววันนี้

ประกาศที่ออกเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2024 มีหัวจดหมายของบริษัทยาไท่ฯ และหัวข้อ “การยุบสำนักงานและธุรกิจของยาไท่ฯ ในชเวโก๊กโก่อย่างถาวร” โดยระบุว่าจะมีผลตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน เป็นต้นไป อ้างถึงแรงกดดันจากนานาชาติและข้อเรียกร้องจากภาครัฐ ส่งผลให้ทุกกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาในพื้นที่ต้องยุติลงอย่างไม่มีกำหนด โดยให้ผู้ประกอบการและพนักงานของยาไท่ฯ ออกจากเมืองภายในวันที่ 20 กันยายน

อย่างไรก็ตาม ประกาศดังกล่าวยังระบุว่า ผู้ที่ต้องการเดินทางออกจากเมืองต้องมาลงทะเบียนและชำระเงินจำนวน 39,999 บาท ณ สำนักงานของยาไท่ฯ ภายในวันที่ 8 กันยายน เพื่อใช้บริการยานพาหนะที่บริษัทจัดเตรียมให้ หากใครเดินทางออกจากเมืองด้วยตนเอง จะถูกส่งข้อมูลให้ตำรวจสากลและตำรวจเมียนมา นอกจากนี้ ยังมีการระบุช่องทางติดต่อไว้ท้ายประกาศ

“มันคือเรื่องจริงหรือ?” หนึ่งในผู้ใช้เทเลแกรมโพสต์คำถามไปยังกลุ่มสนทนาที่บริษัทยาไท่ฯ สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้อาศัยในชเวโก๊กโก่ติดตามข่าวสาร

จากการสังเกตของบีบีซีไทย พบว่าประกาศนี้แตกต่างจากประกาศก่อนหน้าของยาไท่ฯ ซึ่งมักเป็นภาษาจีนพร้อมตราประทับบริษัท แต่ครั้งนี้กลับเป็นหัวจดหมายภาษาจีนที่มีเนื้อหาเป็นภาษาพม่า และตามด้วยแถลงการณ์ภาษาไทยในฟอนต์สารบรรณ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการแปลจากต้นฉบับอีกทีหนึ่ง ลักษณะดังกล่าวไม่เคยปรากฏมาก่อน

ยาดานาร์ หม่อง โฆษกของ Justice for Myanmar ยังยืนยันกับบีบีซีไทยว่า พ.ต.เนียง ม็อก ซอว์ บุคคลใกล้ชิดของ พ.อ.ชิต ตุ ให้สัมภาษณ์กับสื่อที่สนับสนุนรัฐบาลทหารเมียนมาว่า “ข่าวที่ระบุว่ายาไท่ฯ กำลังออกจากชเวโก๊กโก่เป็นข่าวปลอม”

“ฉันรักเมืองชเวโก๊กโก่ ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไร” ผู้ใช้รายหนึ่งแสดงความคิดเห็นเป็นภาษาพม่าในกลุ่มสนทนาของเมืองบนแอปพลิเคชันเทเลแกรม

บีบีซีไทยยังได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวด้านความมั่นคงในพื้นที่ อ.แม่สอด ว่า ชาวเมืองชเวโก๊กโก่ยังใช้ชีวิตตามปกติ และไม่มีคลื่นการอพยพครั้งใหญ่จากเมียวดีหรือชเวโก๊กโก่มายังฝั่งไทยแต่อย่างใด เมื่อถูกถามว่าในสิ้นเดือนตุลาคมนี้ จะเกิดการอพยพของประชากรในเมียวดีตามประกาศของ KNA เมื่อเดือนพฤษภาคมหรือไม่ แหล่งข่าวเพียงหัวเราะและตอบว่า “ไม่น่าเป็นไปได้”